
เกด
เกด หรือ ราชายตนะ (ชื่อวิทยาศาสตร์: Manilkara hexandra) เป็นพันธุ์ไม้มงคลพระราชทานและดอกไม้ประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชื่อเกดปรากฏในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผนและรามเกียรติ์ (เรื่องหลังเป็นพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1) ในพุทธประวัติ ต้นราชายตนะเป็นที่ประทับในสัปดาห์ที่ 7 หลังจากการตรัสรู้ [1]
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เป็นต้นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีน้ำยางขาว สูง 15-25 เมตร เรือนยอดแน่นทึบเป็นพุ่มกลม ลำต้น และกิ่งมักคดงอ เปลือกนอกสีน้ำตาลอมเทาหรือสีคล้ำ แตกเป็นสะเก็ดสี่เหลี่ยมหรือแตกเป็นร่องลึกตามยาว เปลือกในสีแดงอมน้ำตาลหรือชมพู ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับเป็นกลุ่มตอนปลายกิ่ง รูปไข่กลับหรือรูปรีแกมรูปไข่กลับ กว้าง 2.5-6 เซนติเมตร ยาว 5-12 เซนติเมตร ปลายมนกว้าง และหยักเว้า โคนสอบ ขอบเรียบ แผ่นใบหนา ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างสีนวล เส้นแขนงใบเรียงขนานกันถี่เห็นไม่ชัด ก้านใบยาว 1.6-2 เซนติเมตร ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อกระจุกสั้น ออกตามง่ามใบและเหนือรอยแผลใบปลายดอกชี้ลง ดอกสีเหลืองอ่อน กลิ่นหอมเล็กน้อย กลีบเลี้ยง 6 กลีบ เรียงเป็น 2 วง วงละ 3 กลีบ กลีบดอกโคนติดกันเป็นหลอดสั้น ๆ ปลายแยกเป็นแฉกรูปใบหอก 6 แฉก เกสรเพศผู้สมบูรณ์และไม่สมบูรณ์อย่างละ 6 อัน เรียงสลับกัน รังไข่มีขนนุ่มทั่วไป ผลกลมรี กว้าง 0.9-1.1 เซนติเมตร ยาว 1.4-2 เซนติเมตร ส่วนบนมีก้านเกสรเพศเมียติดค้างอยู่เป็นติ่งแหลม ฐานผลมีกลีบเลี้ยงที่เจริญขึ้นมารองรับ ผลสุกสีเหลืองหรือเหลืองอมส้ม เนื้อนุ่ม มี 1-2 เมล็ด เมล็ดแข็ง สีน้ำตาลแดงเป็นมัน รูปไข่ ยาว 1-1.5 เซนติเมตร
การกระจายพันธุ์
พบในศรีลังกา บังกลาเทศ อินเดีย เกาะไหหลำของจีน เวียดนาม พม่า ไทย และกัมพูชา[2] ในประเทศไทยพบในภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคตะวันตกเฉียงใต้ และภาคใต้ ขึ้นกระจัดกระจายในป่าดิบ บนพื้นที่ดินร่วนปนทรายใกล้ฝั่งทะเล และตามเขาหินปูนบนเกาะที่ไม่สูงจากระดับน้ำทะเลมากนัก
ไม้ต้น ขนาดกลางสูง 8 - 15 เมตรไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มกลมลำต้นและกิ่งก้านมักคดงอ
เปลือก สีน้ำตาลปน เทา หรือออกสีคล้ำแตกเป็นสะเก็ดสี่เหลี่ยมหรือแตกเป็นร่องลึก
ใบ ใบเดี่ยว ออกเวียนสลับ แผ่นใบรูปไข่กลับกว้าง 2.5 - 6 เซนติเมตร ยาว 5 - 10 เซนติเมตร ปลายหยักเว้าเล็กน้อย โคนสอบ
ดอก ดอกเล็ก สีเหลือง กลิ่นหอมออกเป็น กระจุกตามง่ามใบ
ผล กลมรี เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร เมื่อสุกสีเหลืองแสด
นิเวศวิทยา
พบขึ้นทั่วไปตามป่าที่มีดินเป็นดินทราย และดินปนหิน ในป่าดิบแล้ง ป่าน้ำท่วม ป่าชายหาด ทางภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคตะวันตกเฉียงใต้
ออกดอก มกราคม - กรกฎาคม เป็นผล กุมภาพันธ์ – สิงหาคม
ขยายพันธุ์ โดยเมล็ด
ประโยชน์
ผลสุกรสหวานรับประทานได้ เนื้อไม้เป็นคลื่น แตกและบิดง่ายส่วนใหญ่จึงใช้เป็นสลักแทนตะปูสำหรับติดกระดานกับโครงเรือ เครื่องมือแกะสลัก และทำฟืน
  
|