ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ของนางสาวสุธิมา ผกามาศ

กระบก
กระบก (ชื่อวิทยาศาสตร์: Irvingia malayana) เป็นไม้ในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาคเหนือเรียกมะมื่น ภาคอีสานเรียกหมากบก ภาษาชองเรียกชะอัง สุโขทัยและโคราชเรียกมะลื่น ภาษาส่วยในจังหวัดสุรินทร์เรียกหลักกาย เป็นไม้ยืนต้นในวงศ์ Irvingiaceae[1]ไม่ผลัดใบ เปลือกสีเทาอ่อนปนน้ำตาล ใบเดี่ยว เรียงสลับ ผิวเกลี้ยง ดอกขนาดเล็ก มีขนนุ่ม ออกดอกรวมกันเป็นช่อโตที่ปลายกิ่ง สีขาวอมเขียวอ่อน ผลกลมรี ทรงกล้วยไข่ ขนาดใกล้เคียงกับมะม่วงกะล่อนขนาดเล็ก ผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่จะเข้มขึ้น สุกเป็นสีเหลืองอมเขียว เนื้อเละ เมล็ดแห้ง
การใช้ประโยชน์
เนื้อไม้ใช้ในการก่อสร้าง[2] และเผาถ่าน[3] เมล็ดนำไปอบหรือคั่ว รับประทานได้ [4] เนื้อในเมล็ดรสมันอมหวาน ทางจังหวัดระยองนำเมล็ดกระบกมาบดละเอียด คลุกน้ำตาล ห่อด้วยใบตอง เรียกข้าวราง เมล็ดมีน้ำมันมาก ใช้ทำสบู่และเทียนไขได้ เนื้อในเมล็ด บำรุงเส้นเอ็นและไขข้อ ฆ่าพยาธิในท้อง
กระบกเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบที่มีขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ พบมีการกระจายพันธุ์ อยู่ในประเทศอินเดียมาจนถึงประเทศอินโดนีเซีย ตามป่าดิบแล้ง ป่าชายหาด ป่าเบญจพรรณ ป่าแดง และป่าหญ้า ที่มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 100-300 เมตร สำหรับในประเทศไทยพบมีการกระจายพันธุ์อยู่ทั่วทุกภาค
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
กระบกมีลำต้นลักษณะเปลาตรง มีทรงพุ่มกลมแน่นทึบ มีความสูงประมาณ 10-30 เมตร เปลือกลำต้นค่อนข้างเรียบ เป็นสีเทาอมน้ำตาล บริเวณโคนต้นมีลักษณะเป็นพูพอน
ใบ
ลักษณะของใบเป็นรูปทรงไข่ รูปรี รูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก สีเขียวเข้ม มักออกเรียงสลับกันเป็นใบเดี่ยว ผิวใบหนาและเกลี้ยง โคนใบมนแหลมหรือเว้าเล็กน้อย ปลายใบสอบเรียวมีติ่งเล็กน้อย ขอบใบเรียบ มีเส้นแขนงใบประมาณ 8-14 คู่ มีหูใบหุ้มเป็นรูปฝักดาบเรียวโค้ง ขนาดความกว้างของใบมีประมาณ 2-9 ซม. ยาวประมาณ 5-20 ซม.
ดอก
กระบกมักออกดอกเป็นช่อตามซอกใบหรือปลายกิ่ง ความยาวของช่อมีประมาณ 5-15 ซม. มีกลีบดอกรูปไข่หรือรูปขอบขนานสีขาวอมเขียวจำนวน 5 กลีบ ปลายกลีบม้วนออก มีกลีบเลี้ยงรูปขอบขนานจำนวน 5 กลีบ ยาวประมาณ 1-2 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงจะสั้นกว่ากลีบดอกประมาณ 3 เท่า มีก้านเกสรตัวผู้ 10 อัน ก้านเกสรเพศเมีย 1 อัน ก้านดอกยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร มักผลิดอกในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม
ผล
ผลกระบกมีลักษณะแบน เป็นรูปกลมรี หรือรูปไข่ ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง มีเนื้อหุ้มเมล็ด ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางผลมีประมาณ 2-3 ซม. ยาวประมาณ 3.5-5 ซม. มักให้ผลในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน
เมล็ดเมล็ดกระบก
ภายในผลกระบกจะมีเมล็ดรูปไข่อยู่เพียงเมล็ดเดียว จะมีเปลือกแข็งหุ้มเมล็ดอยู่ เนื้อเมล็ดมีลักษณะเป็นแป้งสีขาว มีน้ำมันผสมอยู่ด้วย
การขยายพันธุ์
สามารถทำได้ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด กระบกจะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินแทบทุกชนิด ต้องการน้ำและความชื้นในขนาดปานกลาง ชอบขึ้นอยู่ในพื้นที่กลางแจ้ง
ประโยชน์และสรรพคุณทางยา
กระบก เหมาะที่จะใช้ปลูกในบริเวณสวนสาธารณะ สวนรุกขชาติ สวนสัตว์เปิดเพื่อให้เป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า เนื้อไม้มีความแข็งแรง สามารถนำมาเผาเป็นถ่านเพื่อให้ความร้อนได้เป็นอย่างดี หรือจะทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ก็ได้ เมล็ดมีรสหวานมันคล้ายถั่วลิสง นิยมนำมาคั่วใช้รับประทานเป็นของว่าง ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางค์ หรือจะใช้น้ำมันจากเมล็ดทำเป็นสบู่หรือเทียนไขก็ยังได้
เมล็ดกระบกจะอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างมากมาย เช่น แคลเซียม ธาตุเหล็ก โปรตีน คาร์โบไฮเดรต กรดไขมันชนิดอิ่มตัว ได้แก่ กรดปาล์มมิติก , กรดลอริก , ไมริสติก , และกรดสเตียริก ส่วนกรดไขมันไม่อิ่มตัว ได้แก่ กรดไลโนเลอิก , กรดโอเลอิก และกรดปาล์มมิโตเลอิก ซึ่งสารอาหารเหล่านี้จะช่วยบำรุงกระดูกและฟัน บำรุงสมอง บำรุงหัวใจ ทำให้เจริญอาหาร ช่วยบำรุงไต ช่วยบำรุงเส้นเอ็นและไขข้อ
ใบอ่อนใช้รับประทานเป็นผักสด ผลสุกใช้เป็นอาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น วัว ควาย ฯลฯ หรือสัตว์อื่นๆ ได้ พืชที่เติบโตอยู่ใต้ต้นกระบกมักจะเจริญได้ดีเนื่องจากผลกระบกที่ร่วงหล่นจะกลายเป็นแหล่งจุลินทรีย์ชั้นดีของพืช
เมื่อนำส่วนต่างๆ ของกระบกไปใช้ประกอบเป็นยา ก็จะช่วยในการรักษาโรคริดสีดวงจมูก บรรเทาอาการหอบหืด ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ใช้เป็นยาระบาย ยาขับพยาธิ และใช้รักษาอาการคันตามผิวหนัง

 

 

 

ชื่อผู้จัดทำ : นางสาวสุธิมา ผกามาศ

นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5/5

โรงเรียนศรียานุสรณ์