
เป็นพืชสกุลใหญ่ จึงแบ่งออกเป็นพวกๆ โดยอาศัยรูปร่างของส่วน สะสมอาหารหรือรากเป็นหลักได้ดังนี้ คือ
1. บีโกเนียชนิดที่มีรากฝอย (Fibrous – rooted begonia) มีใบสีเขียวและสีน้ำตาลเป็นมัน ดอกออกเป็นช่อ มีทั้งสีขาว สีชมพู สีแดง และสองสี เช่น ขาวขอบแดง
2. บีโกเนียชนิดที่มีเหง้า (Rhizomatous begonia) ส่วนมากเป็นบีโกเนียที่ปลูกประดับใบ ใบมีสีสวยมีหลายแบบ เช่น รูปใบกลม รูปหัวใจ มีกลีบดอกชั้นเดียว
3. บีโกเนียชนิดที่มีหัว (Tuberous begonia) ดอกมีขนาดใหญ่ มีทั้งดอกชั้นเดียว และดอกซ้อน
ฤดูกาลออกดอก: ออกดอกตลอดปี การปลูก: ปลูกเป็นพืชคลุมดิน เป็นไม้กระถาง หรือ ไม้ในภาชนะแขวนก็ได้ การดูแลรักษา: ดินที่ใช้ปลูกควเป็นดิน
ร่วนซุย บริเวณที่มีแสงแดดรำไร รดน้ำปานกลาง อย่าให้แฉะ และควรรดปุ๋ยทางใบ ทุกๆ 2 สัปดาห์ ไม่ชอบอากาศหนาวเย็น
การปลูกต้นบีโกเนีย
1.เตรียมแปลง/กระถาง. ถ้าคุณกำลังจะปลูกบีโกเนียไว้ด้านนอกบ้าน ให้ขุดหลุมลึกประมาณ 2-3 นิ้วเพื่อหยอดเมล็ดหรือลงหน่อ หรือขนาดใหญ่พอให้กลบรากของต้นที่เราย้ายมาจากกระถางได้มิด สำหรับต้นบีโกเนียที่จะนำไปปลูกในแปลงแบบยกร่องหรือกระถาง ควรให้กระถางมีขนาดใหญ่กว่ารากเพียงแค่นิดเดียว หรืออาจจะใส่ลงในกระถางขนาดใหญ่รวมกับต้นอื่นก็ได้เช่นเดียวกัน และเพราะต้นบีโกเนียไม่ต้องการพื้นที่มากมาย คุณจึงสามารถปลูกไว้ชิดๆ กับต้นอื่นในสวนได้อย่างหายห่วง หรือจะปลูกไว้ใกล้ๆ ขอบกระถาง/แปลงก็ยังได้[2]
2.นำต้นบีโกเนียลงดิน. ย้ายหน่อ เมล็ด หรือต้นกล้าใส่ลงในหลุมที่ขุดไว้ บีโกเนียแต่ละต้นควรมีหลุมของตัวเอง แต่หลุมจะอยู่ชิดๆ กันได้ จากนั้นจึงกลบหัว หน่อ หรือเมล็ดด้วยดิน/วัสดุเพาะประมาณ 2-3 นิ้ว แต่ถ้าคุณกำลังปลูกบีโกเนียจากต้นอ่อนล่ะก็ อย่าลืมทำให้หัวของมันแตกออกสักนิดก่อนใส่ลงหลุม
3.รดน้ำ. พืชส่วนใหญ่ต้องการน้ำมากกว่าปกติสักนิดหลังจากเพิ่งย้ายลงกระถาง เพื่อป้องกันสิ่งที่เราเรียกกันว่า ‘อาการช็อกหลังการย้าย’ คุณจึงควรรดน้ำให้มากเพื่อให้ดินชุ่มชื้นแต่ไม่ถึงกับเปียกโชกจนเกินไป และหลังจากนั้น เราก็แค่รดน้ำให้กับดอกไม้ของเราสัก 2-3 วัน/ครั้ง โดยจะรดด้วยตัวเองหรือใช้ระบบสปริงเกอร์ก็ได้เช่นเดียวกัน บีโกเนียเป็นพืชที่ไม่ทนน้ำมาก จึงไม่ต้องกังวลว่าคุณจะต้องทำให้ดินเปียกชื้นอยู่ตลอดเวลา อันที่จริงแล้ว ถ้าหากมีฝนตกหนักในพื้นที่ คุณอาจต้องย้ายบีโกเนียไปไว้ตรงระเบียงหรือในบ้านเพื่อไม่ให้ต้นจมน้ำตาย
4.ดูแลแปลงต้นไม้. ถ้าหากคุณปลูกบีโกเนียในกระถางและวางไว้ตรงระเบียงหรือในบ้าน คุณคงไม่ต้องจัดการกับวัชพืชมากมายนัก แต่ในกรณีที่ปลูกไว้ในสวนนอกบ้าน ควรหมั่นตรวจดูวัชพืชเป็นประจำทุก 2-3 วันและคอยดึงออกไปให้พ้นจากแปลงของเรา และควรใส่ปุ๋ยน้ำสูตร 20-20-20 ประมาณ 1 ครั้งต่อเดือน หรือจะผสมปุ๋ยหมักและพีทมอสเพื่อเพิ่มสารอาหารก็ได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้วัสดุคลุมดินในสวนก็ได้ถ้าต้องการ เพื่อเก็บกักความชื้นไว้ให้ต้นไม้ของเรา (ทำให้ไม่ต้องรดน้ำบ่อยนัก) และเพื่อป้องกันไม่ให้วัชพืชใหม่แตกหน่อขึ้นมา
5.ตัดหน่อส่วนที่ตายแล้วออก. เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะสังเกตเห็นว่าดอกของต้นบีโกเนียเริ่มเหี่ยวแห้งและตายไป ในช่วงเวลานี้ สิ่งที่เราต้องทำเรียกกันว่า ‘การตัดหน่อที่ตายแล้ว’ ซึ่งเราจะใช้การตัดหรือดึงหน่อที่ตายแล้วออก เพื่อเพิ่มอัตราการเติบโตและโยกย้ายสารอาหารไปยังส่วนอื่นๆ ของต้นแทน โดยในช่วงปลายฤดูผลิดอก ให้คุณตัดหัวที่ตายแล้วออกให้หมด เหลือไว้เฉพาะส่วนที่ยังมีสีเขียว วิธีการนี้จะช่วยให้สารอาหารที่พืชได้รับถูกเก็บกักไว้ในหน่อและสามารถนำไปปลูกใหม่ในฤดูกาลถัดไปได้ แทนที่จะมัวพยายามช่วยชีวิตหน่อดอกไม้ที่ตายไปแล้ว
6.ปกป้องต้นไม้จากแมลงศัตรูพืช. ในขณะที่ต้นไม้ที่ปลูกนอกบ้านมีโอกาสเสียหายเนื่องจากสภาพอากาศ ต้นไม้ที่ปลูกในบ้านก็อาจถูกแมลงคุกคามได้เช่นเดียวกัน คุณจึงควรดูแลบีโกเนียให้ปลอดภัยจากทากหรือหอยทากนอกบ้าน โดยการบดเปลือกไข่โรยลงไปรอบๆ ฐานต้น ต้นไม้ในบ้านมักจะถูกเพลี้ยแป้งรบกวน แต่ก็สามารถกำจัดได้โดยใช้ขวดสเปรย์ฉีดรับบิ้งแอลกอฮอล์ชนิดทั่วไปลงไป สำหรับแมลงศัตรูพืชชนิดอื่นๆ นั้น สามารถกำจัดได้โดยใช้ยาฆ่าแมลงสูตรอ่อนๆ สำหรับงานสวน ลองปรึกษาพนักงานในร้านจำหน่ายต้นกล้าใกล้บ้านเพื่อขอคำแนะนำถึงวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับบีโกเนียของคุณ[3]
7.เก็บดอกบีโกเนีย. คนทั่วไปไม่ค่อยนิยมนำดอกบีโกเนียมาจัดดอกไม้ เพราะมีก้านสั้น แต่คุณก็สามารถเก็บดอกมาใช้ประดับตกแต่งได้ เช่น ในกรณีเร่งด่วนจริงๆ โดยการเด็ดหรือดึงดอกบีโกเนียออกมาจากส่วนที่เขียวสมบูรณ์ แต่ไม่ควรให้ติดใบ/ก้านออกมามากเกินไป ในฤดูกาลที่ต้นผลิดอกเต็มที่ คุณจะสามารถเก็บได้มากเท่าที่ต้องการเลยทีเดียว เพราะต้นจะแตกออกมาใหม่หลังจากผ่านไปแค่ไม่กี่วัน
8.ปกป้องต้นไม้จากอากาศอันหนาวเหน็บ. ถ้าต้นไม้ของคุณยังไม่ตายเมื่ออากาศด้านนอกเริ่มหนาวจัด คุณสามารถช่วยชีวิตต้นไม้ของคุณได้โดยการย้ายเข้ามาด้านใน แต่จะช่วยได้เฉพาะต้นที่ปลูกไว้ในกระถางนอกบ้านเท่านั้น โดยวางกระถางไว้ตรงหน้าต่างที่มีแดดส่องเข้ามามากพอสมควร ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกที่ย้ายเข้ามาในบ้าน ใบของต้นบีโกเนียจะลดลงค่อนข้างมาก ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติสำหรับการย้ายต้นไม้ โดยต้นไม้ของเราจะเบ่งบานเหมือนใหม่อีกครั้งหลังจากปรับตัวให้ชินกับสภาพอากาศใหม่ได้แล้ว
9.ชุบชีวิตต้นไม้. ในช่วงปลายปีเมื่อต้นไม้ของคุณเตรียมพร้อมรับฤดูหนาว คุณจะสามารถชุบชีวิตของหน่อต้นบีโกเนียเพื่อรอนำไปปลูกใหม่ในฤดูใบไม้ผลิถัดไปได้ รอจนกระทั่งต้นไม้เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเต็มต้น จากนั้นจึงดึงก้าน/ใบใหญ่ๆ ออกจากหน่อ และตากหน่อให้แห้งบนตะแกรงหรือลวด
ตาข่ายในที่ที่อากาศหนาวแห้งเป็นเวลา 5-7 วัน เมื่อหน่อของเราแห้งสนิทแล้ว จึงสามารถนำไปเก็บไว้ได้ โดยควรเก็บไว้ในกล่องลังที่ใส่พีทมอสแห้งๆ ไว้เต็มกล่อง และรอจนกระทั่งหน่อของเราพร้อมสำหรับการนำไปปลูกใหม่ในฤดูใบไม้ผลิถัดไป[4]
เคล็ดลับ
- หลังจากเด็ดก้านของต้นบีโกเนียออกมา คุณสามารถแช่มันลงในน้ำภายในบ้านเพื่อให้รากงอก เมื่อรากเริ่มงอกดีแล้ว คุณก็สามารถนำก้านไปปักเพาะลงในกระถางเพื่อให้เติบโตเป็นบีโกเนียต้นใหม่ได้
- บีโกเนียสามารถปลูกจากเมล็ดได้เช่นเดียวกัน แต่จะใช้เวลาประมาณ 4 เดือนกว่าจะพร้อมสำหรับนำออกไปวางนอกบ้าน นอกจากนี้ เมล็ดของบีโกเนียยังอ่อนแอมาก การปลูกด้วยวิธีการนี้จึงทำได้ยาก
  
|