ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ของ น.ส.ธัญสุตา ชัยวงค์

จะมีดอกขนาดค่อนข้างเล็กจึงมีการปลูกเลี้ยงกันไม่มาก แต่ปัจจุบันกล้วยไม้สกุลฟาแลนนอปซิส ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาสายพันธุ์จนทำให้ได้ดอกที่สวยงาม ทั้งรูปทรงและสีของดอก เช่น ดอกกลมใหญ่ กลีบดอกหนา ดอกมีหลากหลายสีและมีลวดลายแปลกตา ฟาแลนนอปซิสมีดอกที่สวยงาม เลี้ยงง่าย โตเร็ว อีกทั้งยังสามารถนำมาผสมพันธุ์ได้หลายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นลูกผสมในสกุลฟาแลนนอปซิสด้วยกัน หรือผสมกับสกุลอื่น เช่น สกุลม้าวิ่ง (Doritis) สกุลแวนด้า (Vanda) สกุลรีแนนเธอรา หรือสกุลแมลงปอ (Arachnis) และยังพัฒนาสายพันธุ์เพื่อผลิตเป็นการค้าได้อีก สามารถนำดอกของฟาแลนนอปซิสมาเป็นดอกไม้ประดับแจกันหรือเป็นของขวัญในโอกาสสำคัญๆ จึงทำให้มีผู้คนนิยมปลูกเป็นจำนวนมาก           การปลูกเลี้ยงฟาแลนนอปซิส ฟาแลนนอปซิสเป็นกล้วยไม้ที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว ใบค่อนข้างหนาซึ่งต้องระวังในเรื่องความชื้นที่มีมากไปก็จะทำให้ต้นและใบ เน่าได้ง่าย สามารถปลูกลงกระถางโดยการปลูกจะต้องให้โคนต้นและรากส่วนบน อยู่เหนือเครื่องปลูกขึ้นมา แต่อยู่ต่ำกว่าระดับขอบกระถาง ซึ่งจะดูสวยงามและป้องกันไม่ให้โคนต้นและโคนใบได้รับความชื้นมากเกินไปจนทำให้เน่า ฤดูที่เหมาะสมในการปลูกประมาณเดือนมีนาคม หรือก่อนเข้าฤดูฝน เพราะถ้าปลูกหลังจากที่เข้าฤดูฝนแล้วอากาศมีความชื้นสูง อาจทำให้กล้วยไม้อวบน้ำมากเกินไปจนเน่าได้ ดังนั้นจึงต้องควบคุมเรื่องน้ำและความชื้นค่อนข้างมาก หรือบางคนอาจปลูกโดยให้ต้นกล้วยไม้เกาะตอไม้หรือกิ่งไม้ก็สามารถทำได้ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดปัญหาน้ำฝนที่ตกลงมาขังในส่วนโคนต้นและใบได้ เพราะไม่มีเครื่องปลูกที่อมความชื้นไว้ น้ำที่ขังอยู่ที่ใบก็จะระเหยออกไปอย่างรวดเร็ว

วัสดุปลูกกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิส 
1. ถ่านไม้ เหมาะกับสภาพพื้นที่ที่มีความชื้นสูง มีความทนทาน แต่เก็บความชื้นได้น้อย ต้องมีการให้น้ำบ่อย 
2. กาบมะพร้าว อาจเป็นมะพร้าวสับขนาดต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับขนาดต้น กาบมะพร้าวเป็นวัสดุปลูกที่หาง่ายในประเทศ 
ราคาถูก เก็บความชื้นได้ดี เหมาะสมกับพื้นที่ที่มีความชื้นต่ำ แต่มีข้อเสียคือ ย่อยสลายตัวเร็ว ต้องเปลี่ยนวัสดุปลูกบ่อย ๆ 
3. Sphagnum Moss เป็นวัสดุปลูกที่ดีที่สุดสำหรับกล้วยไม้ชนิดนี้ แต่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ 

 การดูแลรักษากล้วยไม้ฟาแลนนอปซิส 
1. แสง กล้วยไม้ฟาแลนนอปซิสต้องการแสงแดดรำไร หากได้รับแสงมากเกินไป ใบจะเกิดรอยไหม้ เนื้อเยื่อส่วนที่ถูกแสง
จะตายและเน่า ปริมาณแสงที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิส อยู่ในช่วง 10,000 – 20,000 Lux 
ต้นที่มีอายุมากหรือต้นขนาดใหญ่จะทนแสงได้มากกว่าต้นที่มีอายุน้อยหรือต้นขนาดเล็ก
2. อุณหภูมิและความชื้น อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตอยู่ในช่วง 23–28 องศาเซลเซียส 
ส่วนในช่วงออกดอกต้องการอุณหภูมิประมาณ 18–25 องศาเซลเซียส แต่ฟาแลนสามารถทนอุณหภูมิสูงได้ถึง 35 
องศาเซลเซียส และอุณหภูมิต่ำได้ถึง 10 องศาเซลเซียส โดยต้นไม่ได้รับความเสียหาย ส่วนความชื้นสัมพัทธ์
ที่เหมาะสมอยู่ที่ 60–65 เปอร์เซ็นต์ 
3. การให้น้ำ ขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุปลูก ไม่ควรให้น้ำมากเกินไป เพราะจะทำให้ระบบรากเน่า ควรให้น้ำเมื่อเห็นว่า
วัสดุปลูกแห้ง การให้น้ำไม่ควรให้ถูกดอก หรือมีน้ำขังบริเวณยอด เพราะจะทำให้ยอดเน่าได้ เมื่อพบส่วนใดเน่าให้ตัด
ส่วนเน่าทิ้งแล้วทาปูนแดงบริเวณรอยแผล จะทำให้ลดการระบาดของโรค 
4. ปุ๋ย ควรให้ปุ๋ยทุก 10–14 วัน ในระยะต้นกล้าควรให้ปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนสูง เช่น สูตร 30-20-10 และในระยะใกล้
ออกดอกควรเปลี่ยนสูตรปุ๋ยที่มีธาตุโปแตสเซียมและฟอสฟอรัสสูง เช่น สูตร 13-27-27 เป็นต้น ปุ๋ยที่ให้ควรเป็นปุ๋ยเกล็ด
ละลายน้ำ ปัจจุบันมีปุ๋ยละลายช้า ซึ่งมีอายุการใช้นานถึง 3 เดือน ก็สามารถนำมาใช้ได้ แต่ราคาจะแพง และควรมีการ
พ่นธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมเป็นระยะ 
5. การเปลี่ยนวัสดุปลูก วัสดุปลูกที่ย่อยสลายตัวเร็ว เช่น กาบมะพร้าว ควรมีการเปลี่ยนวัสดุปลูกใหม่ทุก 
3–6 เดือน เพื่อป้องกันระบบรากเน่า และควรมีการเสริมวัสดุปลูกบ้างเมื่อวัสดุปลูกยุบตัว การเปลี่ยนวัสดุปลูก
มักนิยมทำเมื่อมีการเปลี่ยนกระถาง 
6. การป้องกันโรคและแมลง ควรมีการพ่นยาป้องกันกำจัดโรคและแมลงเป็นระยะ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน 
จะมีการระบาดของโรคได้ง่าย


   เทคนิคการทำให้ฟาแลนนอปซิสออกดอกตลอดปี

 ดอกฟาแลนนอปซิสจะบานจากด้านล่างขึ้นด้านบน ให้หมายตาดอกแรกที่บานไว้ หลังจากดอกบานหมดทั้งกิ่ง 
เมื่อดอกโรยหมดแล้ว ให้ตัดกิ่งทิ้ง โดยตัดใต้ดอกที่บานดอกแรก แต่ให้เหนือตาของกิ่งไว้ เพื่อจะได้แตกตา
และออกดอกรุ่นใหม่ต่อไปเรื่อย ๆ

 




 

ชื่อผู้จัดทำ : น.ส.ธัญสุตา ชัยวงค์

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/5

โรงเรียนศรียานุสรณ์