ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ของนางสาวสุธิมา ผกามาศ

   

กันเกรา
กันเกรา (ชื่อวิทยาศาสตร์: Fagraea fragrans) เป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ ขึ้นโดยทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย ในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายนจะออกดอกเป็น ช่อสีเหลือง มีกลิ่นหอมขจรขจาย ต้นกันเกรามีชื่อเรียกอื่นว่า มันปลา ตำเสา มะซูไม้ต้น
กันเกรามีชื่อเรียกต่างกันไปคือ ภาคกลางเรียก กันเกรา ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียก มันปลา ส่วนภาคใต้เรียก ตำแสง หรือตำเสา ซึ่งถือเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง อันมีชื่อเป็นมงคลและมีคุณสมบัติที่ดีในการใช้ประโยชน์ คือชื่อกันเกราหมายถึง กันสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายไม่ให้มาทำอันตรายใด ๆ ชื่อตำเสาคือ เป็นมงคลแก่เสาบ้านไม่ให้ปลวก มอด แมลงต่าง ๆ เจาะกิน ชื่อมันปลา น่าจะเป็นลักษณะของดอกที่เหมือนกับไขมันของปลาเมื่อลอยน้ำไขมันของปลาในถ้วยน้ำแกง โดยเฉพาะช่วงข้าวใหม่ปลามันที่ปลาจะมีความมันและเอร็ดอร่อยเป็นที่สุด
ต้นกันเกรามีลักษณะต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 15 - 25 เมตร เปลือกสีน้ำตาลเข้ม แตกเป็นร่องลึกไม่เป็นระเบียบ ใบเดี่ยวออกตรงกันข้าม แผ่นใบรูปมนขนาดกว้าง 2.5 - 3.5 เซนติเมตร ยาว 8 - 11 เซนติเมตร ปลายใบแหลมหรือยาวเรียว ฐานใบแหลม โคนมน ใบเขียวมันวาว มีทรงพุ่งเป็นทรงฉัตรแหลมสวยงาม ดอก เริ่มบานสีขาว แล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลือง กลิ่นหอม ผลกลมเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 มม. สีส้มแล้วเปลี่ยนไปเป็นสีแดงเลือดนกเมื่อแก่เต็มที่ มีเมล็ดขนาดเล็กเป็น จำนวนมากนิเวศวิทยา ขึ้นทั่วไปในป่าเบญจพรรณชื้น และตามที่ต่ำ ที่ชื้นแฉะใกล้น้ำ ทั่วทุกภาคของประเทศไทยออกดอก เมษายน - มิถุนายน เป็นผล มิถุนายน - กรกฎาคมขยายพันธุ์ โดยเมล็ด
ประโยชน์ได้แก่ เนื้อไม้สีเหลืองอ่อน เสี้ยนตรง เนื้อละเอียด เหนียว แข็ง ทนทาน ใช้ในการก่อสร้าง นิยมใช้ทำเสาเรือน แก่นมีรสฝาดใช้เข้ายาบำรุงธาตุ แน่นหน้าอก เปลือกใช้บำรุงโลหิต ผิวหนังพุพอง ปลูกเป็นไม้ประดับ ลักษณะลำต้นที่สวยงามทั้งลวดลายของเปลือกและเนื้อไม้ เหมาะแก่การนำไปใช้ประโยชน์ทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้ต่าง ๆ มีน้ำมันหอมระเหยที่เปลือก
กันเกรามีความสวยงามและกลิ่นหอมไม่เหมือนใคร ทั้งยังเป็นไม้มงคล 1 ใน 9 ชนิด เช่นเดียวกับราชพฤกษ์ ขนุน ชัยพฤกษ์ ทองหลาง ไผ่สีสุก ทรงบาดาล สัก และพะยูง ที่คนนิยมนำมาใช้ในพิธีกรรมเมื่อเวลาก่อสร้างบ้านเรือนให้เป็นสิริมงคล นอกจากนั่นคนอีสานยังนำมาบูชาพระโดยเฉพาะเมื่อเวลางานบุญบวชนาคช่วงเดือนพฤษภาคมหรือเดือน 6 ของทุกปี ก่อนที่จะถึงวันบวชนาคผู้ที่จะบวชนาคต้องมีการเตรียมตัวเตรียมใจอย่างดี เรียกว่า การเข้านาค ผู้ที่จะบวชนาคซึ่งต้องมาเข้านาคนั้นจะต้องแต่งกายชุดสุภาพ มีผ้าแพรหรือผ้าขาวม้าพับอย่างงามพาดบ่า รวมทั้งละเว้นอบายมุขต่างๆ พิธีกรรมหนึ่งของการเข้านาคจะมีการแห่ดอกไม้ก็คือดอกมันปลาหรือดอกกันเกรา จุดเริ่มต้นของขบวนอยู่ที่วัดจากนั้นก็เคลื่อนขบวนแห่ไปตามถนน บ้านเรือนท้องไร่ ท้องนา เพื่อไปเก็บดอกมันปลามาบูชาพระ พร้อมที่จะเข้าพิธีอุปสมบท ในระหว่างการแห่ก็จะมีการตีกลองร้องเพลงไปโดยตลอด เวลาเริ่มแห่ก็ช่วงบ่ายๆพอขบวนจะกลับถึงวัดก็ใกล้ค่ำ พิธีกรรมต่อไปคือนำช่อของดอกมันปลาที่เก็บมาในขบวนแห่จุ่มน้ำแล้วสะบัดให้น้ำจากดอกมันปลาไปสรงพระพุทธรูปบูชาขอพรเป็นอันเสร็จพิธี ผู้ที่ร่วมพิธีกรรมตั้งแต่การแห่จนแล้วเสร็จพิธีจะมีพระ 1 รูป สามเณร คนที่จะอุปสมบท หญิงสาวที่อาจจะเป็นที่รักหรือเพื่อนๆของผู้ที่จะอุปสมบท รวมทั้งเด็กๆด้วย พิธีกรรมนี้จะทำจนกว่าจะถึงวันอุปสมบท เมื่อถึงวันอุปสมบทก็มีพิธีกรรมตามประเพณีซึ่งไม่ขอกล่าวในที่นี้
กันเกรา (Kankrao) กันเกราเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางนิยมปลูกเพื่อเป็นไม้ให้ร่มเงา และเป็นไม้ประดับ เนื่องจากมีดอกดก ดอกมีกลิ่นหอม และมีสีสวยงาม รวมทั้งใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคมาลาเรีย บำรุงธาตุ แก้หอบหืด บรรเทาอาการไอ และรักษาโรคผิวหนังที่ไม่รุนแรง เป็นต้น นอกจากนั้น เนื้อไม้ใช้แปรรูปเป็นไม้ก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และอื่นๆ
        นิเวศวิทยา และการกระจายพันธุ์
กันเกราเป็นไม้ที่พบทั่วไปในป่าเบญจพรรณในทุกภาค พบมากบริเวณลุ่มที่ชื้น ใกล้แหล่งน้ำ รวมถึงพบได้ในป่าดิบชื้น และป่าพรุทางภาคใต้ ในต่างประเทศพบที่อินเดีย พม่า ลาว เวียดนาม  ฟิลิปปินส์ อินโดนีเชีย และมาเลเซีย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
1. ลำต้น
กันเกราเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีทรงต้นไม่ตรงนัก ลำต้นสูงประมาณ 20-30 เมตร เป็นไม้ไม่ผลัดใบ แตกกิ่งในระดับต่ำ เรือนยอดแหลม ปลายกิ่งห้อยลู่ลง เปลือกต้นหยาบหนา เปลือกมีสีน้ำตาลเข้มหรือน้ำตาลปนเทา เปลือกแตกร่องลึกไม่เป็นระเบียบ เปลือกชั้นในมีสีเหลือง เป็นเสี้ยน เมื่อสัมผัสกับอากาศจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล
2. ใบ
เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน เป็นคู่ๆ แตกใบมากเป็นพุ่มที่ปลายกิ่ง ก้านใบยาว 1-2 เซนติเมตร โคนก้านใบมีหูใบคล้ายถ้วยขนาดเล็ก ใบมีลักษณะบาง แต่เหนียว ผิวใบเรียบเกลี้ยง สีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างใบมีสีจางกว่าใบด้านบน ตัวใบรูปรี ยาว 5-10 เซนติเมตร กว้าง 2.5-4.5 เซนติเมตร ปลายใบมีติ่งเรียวแหลม และโคนใบแหลม มีเส้นแขนงใบเห็นไม่ค่อยชัด
3. ดอกกันเกรา (ตามภาพด้านบน)
ดอกกันเกราออกเป็นช่อ ตามง่ามใบ ออกมากบริเวณปลายกิ่ง ดอกอ่อนมีสีขาวนวล เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน ประกอบด้วยดอกย่อยที่มีมีกลีบรองดอกขนาดเล็ก 5 กลีบ กลีบดอกมีโคนเชื่อมติดกันเป็นรูประฆังหรือแตร กว้าง และยาวประมาณ 2 ซม. ปลายแยกเป็นแฉก 5 แฉก ปลายดอกผายแยกเป็นกลีบ ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ปลายกลีบโค้งไปทางโคนดอก ด้านในมีเกสรตัวผู้ 5 อัน ยาวพ้นจากปากหลอด 1.5-2 เซนติเมตร ถัดมาเป็นรังไข่ รูปร่างคล้ายหัวเข็มหมุด ดอกบานเริ่มแรกมีสีขาว แล้วจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีเหลือง มีกลิ่นหอม ออกดอกระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน
4. ผล และเมล็ด
มีลักษณะกลม กว้างประมาณ 8 มิลลิเมตร มีติ่งแหลมสั้นๆที่ปลายผล ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่มีสีส้ม และผลสุกมีสีแดงเข้ม เมล็ดมีขนาดเล็กจำนวนมาก มีรูปทรงไม่แน่นอน ติดผลระหว่างเดือน มิถุนายน-กรกฎาคม
ใช้ประโยชน์
1. ไม้แปรรูป เนื่องจากเนื้อไม้กันเกรามีสีน้ำตาล มีลวดลายสวยงาม นิยมแปรรูปเป็นไม้แผ่นใช้เป็นไม้ปูพื้น ไม้ปุผนัง ประตู หน้าต่าง รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ
2. ต้นกันเกรามีดอกสวยงาม และมีกลิ่นหอม ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ต้นประดับ รวมถึงการปลูกเพื่อให้ร่มเงา
3. ต้นกันเกราเป็นไม้มงคล (ไม้ประจำจังหวัดนครพนม) ปลูกไว้ภายในบ้าน คนโบราณเชื่อว่ช่วยป้องกันสัตว์มีพิษเข้าบ้าน ช่วยคุ้มภัยให้แก่คนในบ้าน และขับไล่สิ่งอัปมงคล
4. ไม้ และกิ่ง ใช้ทำเป็นฟืนสำหรับหุงหาอาหารในครัวเรือน

สรรพคุณกันเกรา
1. เปลือก :tannin และมีสารกลุ่มแอลคาลอยด์ มีฤทธิ์ยับยั้งการหดตัวของลำไส้เล็ก และสาร Pinoresinol ในเปลือกที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรีย และวัณโรคได้ เปลือกนำมาต้มน้ำใช้อาบหรือนำเปลือกมาบดหรือฝนใช้ทาแผล รักษาแผล แผลผุผอง แผลติดเชื้อ รักษาโรคผิวหนัง นำเปลือกมาต้มน้ำดื่มบำรุงโลหิต แก้ท้องเสีย
2. ใบ และผล :
ใบ และผลมีสาร gentianine ออกฤทธิ์แก้ปวด ใบ และผลแห้งนำมาต้ม ใช้รักษาโรคบิด แก้หืด และรักษาโรคผิวหนังพุพอง
3. แก่น :ส่วนของแก่นไม้รสเฝื่อน ฝาดขมของสารแทนนิน
– ใช้ขับลม ขับปัสสาวะ
– ช่วยลดไข้
– แก้ปวดตามข้อ ปวดเมื่อยร่างกาย บำรุงไขข้อ
– แก้พิษฝีกาฬ
– บำรุงม้าม แก้เลือดลมพิการบำรุงโลหิต
– แก้ปวดแสบปวดร้อน
– แก้แน่นหน้าอก บำรุงธาตุ
– แก้ริดสีดวงทวาร
– แก้ท้องเสีย ท้องร่วง
4. ดอกดอกกันเกรา :
น้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากดอกกันเกรามีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ S. aureus
สารออกฤทธิ์
• สารในกลุ่ม alkaloids ที่พบในใบ และผลออกฤทธิ์หลายด้าน
– ออกฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ ช่วยลดอาการปวดท้อง
– ออกฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรีย
– ออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง
– ออกฤทธิ์ลดความดันโลหิต
• สาร tannin ในเปลือก และแก่น ออกฤทธิ์
– ออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหาร ใช้แก้อาการท้องเสีย
– ต้านเชื้อแบคทีเรีย ใช้ทารักษาแผล แผลติดเชื้อทำให้แผลหายเร็ว
– ลดความเป็นกรดในระบบทางเดินอาหาร ช่วยดูดน้ำกลับ และลดการสูญเสียน้ำ แต่จะทำให้ท้องอืด อาการไม่ย่อย
• สาร carotenoids ในดอก และผล
– ออกฤทธิ์ช่วยบำรุงสายตา ช่วยการมองเห็น ป้องกันโรคตา
– เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการเสื่อมของเซลล์ ลดฝ้า ลดริ้วรอย
– เสริมสร้างภูมิต้านทาน
– ป้องกันโรคภูมิแพ้
– ต้านเซลล์มะเร็ง
– ลดคอเลสเตอรอล ลดไขมันในเส้นเลือด
– ช่วยป้องกันโรคระบบหัวใจ และหลอดเลือด
การปลูก
นิยมปลูกด้วยการเพาะเมล็ดเป็นหลัก แต่สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยวิธีอื่น เช่น การปักชำกิ่ง และการตอน
การเพาะเมล็ดจะใช้เมล็ดที่ร่วงจากต้นหรือเมล็ดแก่จัดจากต้น นำมาตากแดดให้แห้ง นำลงเพาะในถุงเพาะชำจนต้นโตประมาณ 15-30 ซม. ก่อนย้ายลงตามจุดที่ต้องการ
เนื่องจากกันเกราเมื่อโตเต็มที่จะมีทรงพุ่มใหญ่ หากปลูกตั้งแต่ 2 ต้น ใกล้กันควรมีระยะห่างประมาณ 15-25 เมตร            

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ชื่อผู้จัดทำ : นางสาวสุธิมา ผกามาศ

นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5/5

โรงเรียนศรียานุสรณ์