ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ของนางสาวสุธิมา ผกามาศ

นนทรี
นนทรี (ชื่อวิทยาศาสตร์: Peltophorum pterocarpum) เป็นไม้ยืนต้นในวงศ์ถั่ว ทรงพุ่มสูงได้ถึง 25 เมตร กึ่งผลัดใบ เรือนยอดรูปร่ม แผ่กว้าง ใบเป็นใบประกอบขนนกสองชั้นรูปไข่ ออกดอกเป็นช่อตั้งขนาดใหญ่ที่ปลายกิ่ง สีเหลือง มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ออกดอกในฤดูแล้งช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายน
นนทรีมีชื่อพื้นเมืองอื่นอีก ดังนี้ กระถินแดง (ตราด) กระถินป่า (ตราด, สุโขทัย) และสารเงิน (เชียงใหม่, เหนือ)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
นนทรีเป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผลัดใบ เรือนยอดทรงกลมหรือรูปไข่ เปลือกต้น สีเทาอ่อนค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นสะเก็ดเล็ก ๆ ตามกิ่งก้านอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดง ใบประกอบแบบชนนกสองชั้นเรียงเวียนสลับ ช่อใบหลักยาว 20-30 เซนติเมตร ช่อแขนงใบย่อยเรียงตรงข้าม 9-16 คู่ ใบรูปไข่แกมรูปขอบขนาน กว้าง 3-7 เซนติเมตร ยาว 10-18 เซนติเมตร ปลายใบมน เว้าเข้าเล็กน้อย โคนใบเบี้ยว ดอกสีเหลือง มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 20-30 เซนติเมตร กลีบเลี้ยง 5 กลีบ ด้านนอกมีขน กลีบดอก 5 กลีบ ดอกบานเต็มที่กว้าง 1.6-1.8 เซนติเมตร ผลแห้งแก่ไม่แตก เป็นฝักแบนๆ รูปรี ปลายและโคนผลสอบแหลม สีน้ำตาลอมม่วง เมื่อแก่สีน้ำตาลดำ มี 1-4 เมล็ดต่อฝัก
การใช้ประโยชน์
นนทรีเป็นพืชสมุนไพร ชาวโอรังอัสลีในรัฐเประ ประเทศมาเลเซีย ใช้เปลือกบดเป็นผงรักษาโรคสะเก็ดเงิน[3]
ดอกนนทรีเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดนนทบุรีและจังหวัดพิษณุโลก ส่วนต้นนนทรีเป็นพันธุ์ไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดนนทบุรี และเป็นต้นไม้ประจำสถาบันการศึกษาหลายแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โรงเรียนชุมแพศึกษา โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ โรงเรียนหอวัง โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย โรงเรียนนนทรีวิทยา โรงเรียนนนทบุรีพิทยาคม โรงเรียนสตรีชัยภูมิ โรงเรียนเทพมงคลรังษี ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก จังหวัดกาญจนบุรี สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ จังหวัดสกลนคร โรงเรียนบ้านลาดพร้าว (สาคร-สุ่น พานิชเฮง) โรงเรียนพระหฤทัยนนทบุรี
นนทรี (Copper pod/Yellow flame) จัดเป็นไม้ดอกไม้ประดับที่นิยมปลูกมากตามสถานที่ราชการต่างๆ เนื่องจากลำต้นแตกทรงพุ่มใหญ่ ทำให้บังแดดเป็นร่มเงาได้ดี อีกทั้งช่อดอกมีขนาดใหญ่ ดอกเมื่อบานจะมีสีเหลืองสวยงาม นอกจากนั้น เนื้อไม้ยังนำมาแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือใช้ในงานก่อสร้างบ้านอย่างมั่นคง
ถิ่นกำเนิด และการแพร่กระจาย
นนทรี เป็นต้นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย และประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย โดยในประเทศไทยพบได้ทั่วไปตามชายป่าเต็งรัง หรือป่าเบญจพรรณในภาคตะวันออก ภาคอีสาน และภาคเหนือ ซึ่งพบได้ในระดับ 10 – 300 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ปัจจุบัน พบนำมาปลูกตามสถานที่ราชการต่างๆ เพราะให้ร่มเงาได้ดี และดอกมีความสวยงาม
ไม้นนทรีอีกชนิดหนึ่งที่พบในประเทศไทย คือ นนทรีป่า Peltophorum dasyrachis (Mig.) Kurz) มีความจากนนทรีบ้าน คือ ช่อดอกนนทรีบ้านตั้งขึ้น ส่วนช่อดอกนนทรีป่าจะห้อยลง และเรือนยอดนนทรีป่าจะเป็นมีรูปทรงกลม ส่วนนนทรีบ้านอาจเป็นทรงกลมหรือมีรูปร่างไม่แน่นอน นอกจากนั้น นนทรีป่าจะมีลักษณะเด่นอื่นๆ อาทิ กิ่งอ่อนนนทรีย์ป่าจะมีขนสีนํ้าตาลแดง ส่วนเปลือกนอกของนนทรีป่าต้นยังเล็กมีสีเทา ผิวเปลือกค่อนข้างเรียบ

 


ลักษณะทั่วไป
ลำต้น
นนทรี เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีลำต้นสูงประมาณ 15 – 30 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านเป็นทรงพุ่มรูปทรงกลม มีทรงพุ่มหนาทึบ และแตกกิ่งแขนงใหญ่ตั้งแต่ระดับล่างของลำต้น เปลือกลำต้นด้านนอกมีสีเทาอมน้ำตาล เปลือกด้านในมีสีแดงเรื่อ เปลือกลำต้นเป็นสีเทาอมสีดำ เปลือกหนา และแข็ง เปลือกแตกเป็นร่องลึกตามแนวยาวของลำต้น กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลปก กิ่งแก่เรียบ ไม่มีขนปกคลุม กิ่งค่อนข้างเปราะ และหักง่าย ส่วนเนื้อไม้เป็นไม้เนื้อแข็ง เนื้อไม้มีสีน้ำตาลอมแดงใบ
ใบนนทรี เป็นใบประกอบแบบขนนก 2 ชั้น ชนิดใบคู่ (ใบสุดท้ายมี 2 ใบ) ประกอบด้วยก้านใบหลักชั้นที่ 1 ที่แตกออกมาบริเวณปลายกิ่ง ยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร แต่ละก้านใบหลักมีก้านใบหลักชั้นที่ 2 เรียงกันเป็นคู่ๆตรงข้ามกัน 10-15 คู่ แต่ละก้านใบหลักชั้นที่ 2 ยาวประมาณ 8-10 เซนติเมตร และก้านใบด้านล่างมีขนสีน้ำตาลอมแดงปกคลุม ซึ่งบนก้านใบหลักชั้นที่ 2 ประกอบด้วยใบย่อยเรียงกันเป็นคู่ๆตรงข้ามกัน 10-18 คู่
ใบย่อยมีก้านใบสั้น แผ่นใบย่อยมีรูปขอบขนาน ขนาดใบกว้างประมาณ 0.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร ฐานใบ และปลายใบมน แต่เว้าตรงกลางของปลายใบเล็กน้อย แผ่นใบค่อนข้างแข็ง และเปราะหักง่าย แผ่นใบ และขอบใบเรียบ แผ่นใบด้านบนมีสีเขียวเข้ม ส่วนแผ่นใบด้านล่างมีสีเขียวซีด และมีขนสีน้ำตาลอมแดงเล็กน้อย
ดอก
นนทรี ออกดอกเป็นช่อบริเวณปลายยอด ประกอบด้วยก้านช่อดอกหลัก และแตกก้านช่อดอกแขนงออกโดยรอบ ก้านช่อดอกหลักยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร และแตกก้านช่อดอกแขนง กว้างประมาณ 15-20 เซนติเมตร แต่ละก้านช่อดอกแขนงจะประกอบด้วยดอกย่อยที่เรียงซ้อนกัน 15-30 ดอก
ดอกย่อยอ่อนหรือดอกตูมมีลักษณะทรงกลม ขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร ประกอบด้วยกลีบเลี้ยงสีน้ำตาล จำนวน 5 กลีบ ห่อหุ้มกลีบดอกไว้ ดอกเมื่อบานจะแผ่กลีบดอกออก จำนวน 5 กลีบ กว้างประมาณ 2 เซนติเมตร แผ่นกลีบดอกมีสีเหลืองสด แผ่นกลีบ และขอบกลีบโค้งเว้าเป็นลูกคลื่นหรือย่น โคนกลีบดอกมีขนสีน้ำตาลอมแดงเล็กน้อยปกคลุม ถัดมาด้านในเป็นเกสรตัวผู้ จำนวน 10 อัน ส่วนเกสรตัวเมียมี 1 อัน มีปลายเกสรเป็นก้อนสีเขียว ส่วนด้านล่างเป็นรังไข่ที่ติดกับฐานดอก ทั้งนี้ นนทรีจะเริ่มออกดอกประมาณเดือนมกราคม และทยอยบานต่อเนื่องจนถึงเดือนมีนาคม ซึ่งหลังจากนั้น ดอกจะร่วงหมดต้น
ผล
ผลนนทรี เรียกเป็นฝัก ฝักมีรูปหอก แผ่นฝักแบน และเป็นขอด 1-8 ขอด ขนาดฝักกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร โคนฝักสอบแคบ ปลายฝักแหลมเป็นติ่ง เปลือกฝักบาง แต่เหนียว และแข็ง ฝักอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่จะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมแดง โดยจะเริ่มสีบริเวณขอดของฝักก่อน จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมแดงจนทั่วฝัก ภายในฝักมีเมล็ด 1-8 เมล็ด ตามจำนวนของขอดบนฝัก
เมล็ดมีลักษณะแบน ขอบเมล็ดลีบแหลม เปลือกเมล็ดมีสีน้ำตาลอมแดง เปลือกค่อนข้างบาง แต่แข็ง ทั้งนี้ ฝักนนทรีจะเริ่มติดฝักตั้งแต่หลังดอกบานต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ และฝักจะแก่ต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายน-พฤษภาคม
ประโยชน์นนทรี
1. ต้นนนทรีแตกกิ่งแขนงจำนวนมาก แลดูเป็นทรงพุ่มหนา ช่วยให้เป็นร่มเงาบังแดดได้ดี จึงนิยมปลูกไว้ในสถานที่ราชการต่างๆ อาทิ ตามโรงเรียน มหาวิทยาลัย วัดวาอาราม และที่ราชการ เป็นต้น
2. นอกจากปลูกเพื่อให้ร่มเงาแล้ว นนทรีถือเป็นไม้ประดับอีกชนิด เพราะออกดอกดก ออกดอกเป็นช่อใหญ่ ดอกมีสีเหลืองสวยงาม
3. ต้นนนทรีมีแก่นหรือเนื้อไม้เป็นไม้เนื้อแข็ง เนื้อไม้มีสีน้ำตาลอมชมพูหรือน้ำตาลอมแดงเรื่อ จึงนิยมนำมาแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ รวมถึงใช้งานงานก่อสร้าง อาทิ ไม้ปูพื้น ไม้ฝ้าเพดาน ไม้วงกบ เป็นต้น
4. เปลือกลำต้นใช้ต้มย้อมผ้า ให้ผ้าสีส้มอมชมพูหรือน้ำตาลอมชมพู
คุณสมบัติของไม้นนทรี
1. เนื้อไม้มีสีน้ำตาลอมชมพู และเป็นมันเลื่อม
2. เนื้อไม้มีเสี้ยนตรงหรือเป็นคลื่น
3. ความถ่วงจำเพาะ ประมาณ 0.74
4. เนื้อไม้มีความแข็งประมาณ 626 กิโลกรัม
5. เนื้อไม้มีความแข็งแรง ประมาณ 946 กิโลกรัม/ตารางเซนติเมตร
6. ความดื้อ ประมาณ 104,200 กิโลกรัม/ตารางเซนติเมตร
7. ความเหนียว ประมาณ 1.79 กิโลกรัม-เมตร
8. เนื้อไม้มีความทนทานตามธรรมชาติ ประมาณ 1.6-16.2 ปี และเฉลี่ยประมาณ 5.2 ปี

 

 

 

ชื่อผู้จัดทำ : นางสาวสุธิมา ผกามาศ

นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5/5

โรงเรียนศรียานุสรณ์